สาส์นจากคณะกรรมการบริษัท

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนของตลาด บริษัทฯ ได้เร่ง ดําเนินการ อย่างรวดเร็วเพื่อปกป้องรักษาไว้ซึ่งพนักงานและห่วงโซ่อุปทาน การเก็บรักษาเงินสด และการดําเนินการควบคุมต้นทุน เพื่อจัดการกับสภาพแวดล้อม และความความต้องการใหม่ๆ ทางธุรกิจ

คณะกรรมการบริษัท

บริษัท อิงเกรส อินดัสเตรียล (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

ในปี 2563 และ 2564 โลกต้องเผชิญหน้ากับภัยหลักทางสุขภาพซึ่งยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและพลเมืองทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้คน ชุมชน รวมถึงบุคคลากรด้านการดูแลสุขภาพด่านหน้า ต่างต้องเผชิญกับโรคนี้ทั้งสิ้น วิกฤตินี้ยังคงดําเนินต่อไปเช่นในปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นปีที่ 2 ของการระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 จึงเป็นอีกปีแห่งความผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธ์เดลต้า หรือ โอไมครอน ซึ่งยังคงส่งผลกระทบทั้งสุขภาพของผู้คน เศรษฐกิจสังคมโลกอีกด้วย

ภาครัฐในประเทศต่างๆ ดําเนินมาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสยังคงถูกนํามาใช้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการผลักดันให้มีการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง มีการประกาศใช้กฎหมายเพื่อให้อํานาจเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดําเนินมาตรการควบคุมที่จําเป็น อาทิเช่น การจํากัดการเคลื่อนย้ายของผู้คนในพื้นที่ที่มีการระบาด หรือมาตรการจํากัดระยะห่าง นอกจากนี้เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนได้รับการคุ้มครอง การผลักดันเพื่อให้การฉีดวัคซีนทั่วโลกได้ดําเนินไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วอย่างมาก จากสถิติล่าสุดที่ออกโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ประเทศที่บริษัทฯ มีการดําเนินการ มีอัตราการฉีดวัคซีน (ตามประชากรทั้งหมด) อยู่ที่ร้อยละ 84 สําหรับประเทศมาเลเซีย ร้อยละ 79 สําหรับประเทศไทย สําหรับอินโดนีเซียและอินเดียอยู่ที่ร้อยละ 71 ในขณะเดียวกัน รัฐบาลต่างๆ ได้เสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคาดว่าจะค่อยเป็นค่อยไป และต้องใช้เวลากว่าที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวจนถึงระดับก่อนเกิดโรคระบาด บริษัทฯ หวังว่าโปรแกรมการฉีดวัคซีน ร่วมกับมาตรการทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่นํามาใช้ จะช่วยน้ําไปสู่การฟื้นตัวทางสังคมและเศรษฐกิจที่รวดเร็วขึ้น

เพื่อเป็นการลดการระบาดในที่ทํางาน จากคําแนะนําขอรัฐบาลบริษัทฯ ได้กําหนดให้พนักงานทํางานจากที่บ้าน (WFH) แต่สําหรับผู้ที่มีความจําเป็นต้องมาทํางานที่บริษัท จากคําแนะนําของหน่วยงานสาธารณะสุข บริษัทฯ ดําเนินมาตรการควบคุมด้านสุขอนามัยพื้นฐานทั้งส่วนบุคคลและที่สํานักงาน เพื่อความมั่นใจในความปลอดภัยของพนักงาน ลูกค้า และผู้ส่งมอบ บริษัทฯ ได้ใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมในการดําเนินธุรกิจ การหมุนเวียนกะในการทํางาน เปลี่ยนแปลงการจัดที่นั่ง ไม่อนุญาตให้กับผู้เยี่ยมชมที่ไม่จําเป็นเข้าในอาคารและจัดหาอุปกรณ์ที่จําเป็น เพิ่มเติมเท่าที่เป็นไปได้ นอกจากนี้บริษัทฯ ฉีดพ่นน้ํายา ฆ่าเชื้อทุกวัน ทั้งในสํานักงานและสายการผลิตทั้งหมดที่ยังคงเปิดอยู่ ทั้งในเวลากลางคืนและกลางวัน

ด้วยการแพร่ระบาดครั้งใหม่ของไวรัสโควิด-19 ทั้งสายพันธ์ เดลต้าและโอไมครอนในปี 2564 ส่งผลกระทบต่อการดําเนินงานของบริษัทฯ อย่างรุนแรง ส่งผลให้รายได้จากการ ขายลดลงในปีงบประมาณ 2554/55 เป็นจํานวน2,689.3 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงบประมาณ 3,225.3 ล้านบาท เป็นผลให้ผลประกอบการในปีงบประมาณ 2564/65 ขาดทุน หลังหักภาษี (LAT) จํานวน 295.3 ล้านบาท เมื่อเทียบกับผลการขาดทุนหลังหักภาษี (LAT) เมื่อปีที่แล้ว 259.9 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากรายได้ที่ลดลงจากการดําเนินงานของกลุ่มบริษัท INGRS ทั้งหมด

อย่างไรก็ตามภาวะเศรษฐกิจโดยรวมมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยธนาคารโลกประมาณการว่าเศรษฐกิจโลกจะมี GDP เพิ่มขึ้น 5.5% ในปี 2564 นอกจากนี้ GDP สําหรับประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียดีตตัวขึ้นเป็น 1.9%, 3.6% และ 5.0% ตามลําดับ ในขณะที่ GDP สําหรับอินเดียหตตัวที่ 5.4% การขยายตัวของ GDP เป็นผลมาจากความต้องการ สินค้าและบริการในประเทศและต่างประเทศที่สูงขึ้น การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อ โควิด-19 การส่งออกที่เพิ่มขึ้น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งในภาคการผลิตสินค้าและภาคการบริการฟื้นตัว

แผนการขับเคลื่อนธุรกิจ

ในปี 2564 ไม่เพียงแค่การแพร่ระบาดอีกครั้งของไวรัส โควิด-19 ที่เป็นวิกฤติที่โลกต้องเผชิญ ยังมีวิกฤติการณ์ที่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจหลัก ทั้งในสหรัฐอเมริกา และ ประเทศจีน ซึ่งส่งผลด้านลบต่ออุปสงค์ที่มีต่อเศรษฐกิจเกิดใหม่และกําลังพัฒนา ด้วยวิกฤติราคาน้ํามันเพิ่มสูงขึ้น และการขาดแคลนไมโครชิพ ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะคอขวด ในห่วงโซ่อุปทาน และด้วยกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งมีผลกระทบต่อชีตความสามารถโดยรวมของอุตสาหกรรมรถยนต์ เป็นผลให้ผู้ผลิตรถยนต์ไม่สามารถผลิตรถยนต์ ได้ตามความต้องการของลูกค้า จึงเป็นผลให้คําสั่งซื้อชิ้นส่วนของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ที่กลุ่มบริษัท INGRS ได้วางแผนไว้

อย่างไรก็ตามในด้านของประสิทธิภาพยานยนต์โดยรวมในประเทศที่ บริษัท INGRS ดําเนินการอยู่นั้นพบว่า ปริมาณอุตสาหกรรมรวมของประเทศที่กลุ่มบริษัท INGRS ตั้งอยู่ส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นอาทิเช่น ประเทศไทย มียอดการผลิตโดยรวม (TIP) 1.7 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้น ร้อยละ 18.1 แต่มียอดจําหน่ายภายในประเทศโดยรวม (TiV) 0.8 ล้านหน่วย ลดลงร้อยละ 4.2 ในขณะที่ประเทศมาเลเซีย มียอดการผลิตโดยรวม (TIP) 0.482 ล้านหน่วย ลดลง ร้อยละ 0.7 โดยมียอดจําหน่ายภายในประเทศโดยรวม (TIV) 0.509 ล้านหน่วย ลดลงร้อยละ 3.9 ส่วนประเทศอินโดนีเซีย และอินเดียก็มียอดการผลิตโดยรวม (TIP) อยู่ที่ 1.1 ล้าน หน่วย และ 4.4 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 62.6 และ 29.2 และมียอดจําหน่ายภายในประเทศโดยรวม (TIV) เพิ่มขึ้น อยู่ที่ 0.887 ล้านหน่วย และ 4.409 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้น ร้อยละ 66.8 และ ร้อยละ 30.6 ตามลําดับ

ในการจัดการกับสถานการณ์วิกฤติระยะเวลา 2 ปีนี้ ฝ่ายบริหารของบริษัทได้ดําเนิน “กลยุทธ์การเปลี่ยนแปลง” อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าบริษัทจะอยู่รอดผ่านวิกฤติ การระบาดของโควิด-19 และวิกฤติต่างๆ ได้ ในขณะเดียวกันก็มองหาโอกาสในการลงทุนในธุรกิจที่มีแนวโน้มที่เป็น “Growth Engines” โดยเฉพาะในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน บริษัทฯ มีความยินดีที่จะรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการหลักสอง (2) โครงการในประเทศ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งประสบความสําเร็จในการเริ่มเปิดสายการผลิต (Mass Production) เมื่อต้นปี 2565 ในมาเลเซียโครงการนี้ดําเนินการโดยบริษัทร่วมร่วมทุนแห่งใหม่ (Jv Co) ชื่อว่าบริษัท Ingress AOI Technologies Sdn. Bhd. (IATSB), ในประเทศอินโดนีเซีย บริษัทในเครือ ทั้งสามแห่งอันประกอบไปด้วยบริษัท PT Ingress Malindo Ventures (PT IMV), PT Ingress Industrial Indonesia (PT III) และ PT Ingress Technologies Indonesia (PT ITI) จะดําเนินการเกี่ยวกับโครงการรถยนต์ฮุนได

บริษัท IATSB เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท Ingress Technologies Sdn Bhd. (“ITSB") ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ที่ผลิตชิ้นส่วนปั๊มขึ้นรูปขนาดกลางในประเทศมาเลเซียกับ บริษัท Perodua (บริษัท OEM ชั้นนําในประเทศมาเลเซีย และเป็นหนึ่งในลูกค้าหลักของบริษัท INGRS) และ D-ACT Co. Ltd. (เดิมชื่อ AOI Machine Industry Co. Ltd) (ซึ่งบริษัท ไดฮัทสุเป็นเจ้าของในประเทศญี่ปุ่น) โรงงานผลิตที่ก้าวหน้า และทันสมัยของบริษัท IATSB ตั้งอยู่ติดกับโรงงานผลิตของ บริษัท Perodua จะเป็นสายการผลิตที่เป็นแบบอย่างและอยู่ ในระดับแนวหน้าสําหรับการปั้มและประกอบผลิตภัณฑ์จากวัสดุแรงดึงสูง (High Tensile) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่แข็งแรงและน้ําหนักเบา สําหรับรถยนต์ประหยัดพลังงานหรือ Energy Efficient Vehicle (EEV) ในประเทศมาเลเซียและภูมิภาค ในปี 2564 บริษัท IATSB ได้เริ่มดําเนินการผลิตชิ้นส่วนสําหรับยานยนต์เอนกประสงค์ (SUV) โดยใช้แพลตฟอร์ม Daihatsu New Global Architecture (DNGA) และได้รับหนังสือแสดงเจตจํานงสําหรับการพัฒนาชิ้นส่วนสําหรับโมเดล DNGA ที่สองและสามซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวได้ในปี 2565 และ 2556 ตามลําดับ

สําหรับโครงการการพัฒนาขนาดใหญ่ของบริษัทในประเทศอินโดนีเซีย บริษัทย่อยในเครือได้แก่ บริษัท Ingress Malindo Ventures (PT IMV), PT Ingress Industrial Indonesia (PT III) และ PT Ingress Technologies Indonesia (PT ITI) ได้เริ่มการผลิตจํานวนมาก (Mass Production) ในต้นปี 2565 เพื่อส่งมอบกรอบประตู (Door Sash) และชิ้นส่วนปั๊มขึ้นรูป ที่เกี่ยวข้องสําหรับรถ SUV รุ่นใหม่ของบริษัท ฮุนได ประเทศอินโดนีเซีย (PT Hyundai Motors Manufacturing Indonesia หรือ HMMI) และตามด้วยรถยนต์ MPV รุ่นใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2565

นอกจากนี้บริษัทฯ มีความยินดีที่จะแจ้งท่านผู้ถือหุ้นได้ทราบว่าบริษัท Ingress Autoventures (India) Private Limited (IAIPL) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทฯ ในประเทศ อินเดีย ได้ขยายการดําเนินงานไปยังโรงงานแห่งใหม่ในเมือง Surendra Nagar-Gujarat รัฐ Gujarat ซึ่งห่างจากโรงงาน Suzuki Motors Gujarat ("SMG") ประมาณ 3.3 กม. โรงงาน Gujarat เริ่มดําเนินการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 สําหรับการส่งมอบชิ้นส่วนสําหรับรถยนต์ของซูซูกิจํานวนสาม (3) รุ่น จนถึงสิ้นปี 2565

นอกเหนือจาก covID-19

แม้จะมีตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มที่ดี และโครงการฉีดวัคซีนที่ประสบความสําเร็จอย่างต่อเนื่องในทุกประเทศ แต่อย่างไรก็ตามธนาคารโลกคาดการณ์ว่าในปี 2565 เศรษฐกิจโลกคาดว่าจะชะลอตัวลงอยู่ที่ร้อยละ 4.1 ซึ่งสะท้อนถึงการแพร่กระจายของวิกฤติโควิด- 19 อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสนับสนุนทางการเงินที่ลดลง และปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทานที่ยังคงมีอยู่ ธนาคารโลกได้คาดการณ์ว่า GDP ในปี 2565 สําหรับประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และอินเดีย จะขยายตัวอยู่ ที่ร้อยละ 3.9, 5.8, 5.2 และ 8.3 ตามลําดับ

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนของตลาด บริษัทฯ ได้เร่งดําเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อปกป้องรักษาไว้ซึ่งพนักงานและ ห่วงโซ่อุปทาน การเก็บรักษาเงินสด และ การดําเนินการควบคุม ต้นทุน เพื่อจัดการกับสภาพแวดล้อมและความความต้องการใหม่ๆ ทางธุรกิจ ขอขอบคุณต่อกระบวนการบริหารจัดการที่มีระเบียบ วินัยของทีมงานผู้บริหาร บริษัทฯจะยังคงให้บริการลูกค้าแม้ว่า การฟื้นตัวอยู่ในสภาวะที่ท้าทายอย่างที่สุด

บทสรุป

การระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจทั่วโลก และนําไปสู่ความสําคัญของการจัดลําดับ ความสําคัญด้านสุขภาพของพนักงาน ห่วงโซ่อุปทาน และ ลูกค้า ซึ่งทั้งหมดนี้มีความสําคัญต่อความสําเร็จของธุรกิจ การระบาดใหญ่ยังเน้นให้เห็นถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ของเรา ว่าการดําเนินการของเรานั้นส่งผลกระทบต่อความ ยั่งยืนโดยตรงอย่างใหญ่หลวงต่อโลก พวกเราที่ บริษัท INGRS ไม่เคยประมาทในการตอบสนองและอดทนต่อความท้าทายที่ยากที่สุดนี้

เป็นอีกครั้งที่บริษัทฯ ต้องขอขอบคุณพนักงานและครอบครัว กว่า 1,588 คนทั่วภูมิภาค (12 บริษัท ใน 4 ประเทศ) และขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้นคณะกรรมการ พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดของเราอย่างสุดซึ้งสําหรับความร่วมมือ และความเข้าใจที่มอบให้เราจากทุกฝ่าย ในขณะที่ทํางานร่วมกันในสถานการณ์ที่ยากลําบาก